Skip to content Skip to footer

มาริลิน มอนโร คือใคร ทำไมทุกคนยังพูดถึงกันทุกวันนี้

มาริลิน มอนโร เป็นชื่อที่ทุกคนอาจจะต้องเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่ก็ต้องเคยเห็นรูปของเธอจากที่ไหนซักแห่ง ยิ่งล่าสุดปี คิม คาร์ดาเชี่ยน ได้เอาชุดของเธอไปใส่ที่งาน Met Gala นั้น ยิ่งทำให้คนสนใจกันเข้าไปใหญ่ว่า มาริลิน มอนโร นั้นเป็นใคร ทำไมถึงดัง ทำไมถึงเป็นไอดอล ของ คนดังหลายๆคน ถึงแม้ว่าเธอจะเสียชีวิตไปกว่า 60 ปีแล้วก็ตาม 

มาริลิน มอนโร ถึงแม้ว่าดูภายนอกจะดูเป็น ผู้หญิงที่ สวย เพอร์เฟค มี sex appeal สูง แต่ชีวิตของเธอนั้นถือว่าอาภัพอับโชค ตั้งแต่เด็กจนเสียชีวิตเลย

ชีวิตวัยเด็กและช่วงต้นอาชีพของมาริลิน

มาริลิน มอนโร เกิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1926 มีชื่อเดิมว่า นอร์มา จีน มอร์เทนสัน ชีวิตวัยเด็กของเธอนั้น ถือว่าค่อนข้างที่จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะว่าพ่อของเธอทิ้งไปตั้งแต่เธอจำความไม่ได้ และ แม่ของเธอก็ต้องเข้าสถานบำบัดทางจิต ส่วนใหญ่เธอจะต้องอาศัยอยู่ในบ้านรับเลี้ยงเด็ก หรือสถานกำพร้า ต้องเปลี่ยนบ้านนับครั้งไม่ถ้วน 

หลังจากนั้นเธอก็แต่งงานกับ เจมส์ โดเออร์ตี ทหารทัพเรือ ในวัย 16 ปี ในขณะที่สามีของเธอออกไปทำงานที่ท้องทะเลอยู่นั้น เธอก็ได้ทำอาชีพนางแบบไปในเวลาเดียวกัน และ เธอก็ได้หย่าขาดจากสามีคนแรกของเธอในปี 1946 เพื่อให้เธอไปสานฝันด้านอาชีพนี้ต่อ

เมื่อเธอได้เข้าวงการ นอร์มา ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น มาริลิน มอนโร ด้วยคำแนะนำของผู้บริหารค่ายหนัง ซึ่ง มอนโร นั้นเป็นนามสกุลของยายเธอนั้นเอง และก็ได้เซ็นต์สัญญาสั้นๆกับค่ายหนัง 20th Century-Fox 

ถึงแม้ว่าในช่วงแรกนั้นไม่ค่อยรุ่งนัก เธอก็ยังพอมีบทเล็กๆในภาพยนตร์อยู่บ้าง และแล้วในปี 1947 มาริลิน ก็ได้ต่อสัญญาระยะสั้นอีกรอบกับค่ายเดิม และก็ได้ไปเรียนการแสดง เต้น ร้องเพลง เพิ่มเติมอีกด้วย ในปี 1948 พองานภาพยนตร์ไม่มี สัญญาหมดลง เธอก็หันไปรับงานนางแบบ รวมไปถึงถ่ายแบบนู้ดด้วย จากนั้นมาริลินได้พบกับ จอห์นนี่ ไฮด์ รองผู้อำนวยการเอเจนซี่นักแสดงแห่งหนึ่ง และก็ยอมเป็นเด็กอุปถัมภ์และชู้ของเขา จากนั้น มาริลิน ก็ได้โผล่มาในภาพยนตร์มากขึ้นเรื่อยๆในบทเล็กๆน้อยๆ

ก้าวสู่ดารา เอ-ลิสต์

ในช่วงปี 1950 ถือว่าเป็นปีขาขึ้นของเธอ มาริลินได้เซ็นต์สัญญา 7 ปี กับค่าย 20th Century-Fox โดยความช่วยเหลือจาก จอห์นนี่ ไฮด์ แต่ว่าหลังจากเธอได้สัญญาใหม่ไม่นาน เขาก็ได้เสียชีวิตลงด้วยหัวใจวายเฉียบพลัน แต่หลังจากนั้นในปี 1951 มาริลิน ก็ได้แสดงหนังที่ประสบความสำเร็จในบทสมทบอีกมากมาย ความดังของเธอก็พุ่งขึ้นอย่างล้นหลาม และได้พบรักครั้งใหม่กับนักเบสบอล โจ ดีแม็กจิโอ และในปี 1952 อดีตที่เธอเคยถ่ายภาพนู้ดก็ถูกคุ้ยขึ้นมา เหตุนี้จึงทำให้มาริลิน ดังในวงกว้างกว่าเดิม เพื่อรับมือกลับกระแสด้านลบของเธอ มาริลินได้ออกมายอมรับว่าเธอถ่ายภาพนั้นเพราะว่าเธอหมดตัวตอนนั้น ปี 1953 ถือว่าเป็นปีที่แจ้งเกิดของมาริลิน เธอแสดงนำในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จถึง 3 เรื่องทั้งในด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ ในปีเดียวกัน ได้แก่ Niagara, Gentleman Prefer Blondes และ How To Marry a Millionaire 

รอยร้าวกับค่ายหนัง และ แต่งงานรอบที่ 2 

ต้นปี 1954 ในตอนนั้น มาริลิน มอนโร ได้เป็นดาราที่ดังมากๆคนนึงในค่าย แต่สัญญาของเธอนั้นทำมาตั้งแต่ปี 1950 ตอนที่เธอยังเป็นดาราโนเนม  ซึ่งหมายความว่าสัญญานี้ทำให้เธอได้รับค่าจ้างน้อยกว่าที่ควรจะได้รับมากๆเมื่อเทียบกับดาราในค่ายเดียวกัน และ เธอก็ไม่สามารถเลือกงานแสดงของเธอได้ด้วย 

อย่างไรก็ตามผู้บริหารค่ายก็ได้ระงับการถ่ายทำหนังเรื่องใหม่ ที่มาริลินปฏิเสธไม่ยอมที่จะเริ่มถ่าย ทำให้เกิดเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่งและสร้างชื่อเสียงด้านลบให้กับเธออย่างมาก แต่ทางด้านมาริลิน รับมือกับข่าวนี้ด้วยการแต่งงานกับ โจ ดิแม็กจิโอ จากนั้นก็ได้ไปฮันนีมูนที่ ประเทศญี่ปุ่น และจากนั้นมาริลินก็บินไปเกาหลีคนเดียว เพื่อไปโชว์ร้องเพลง ต่อหน้า 60,000 ทหารนาวิกโยธิน ซึ่งเหตุการณ์ก็ทำให้เธอขึ้นข่าวหน้าหนึ่งอีกครั้งเช่นกัน

รักร้าวครั้งที่ 2

หลังจากเจรจาเรื่องสัญญาใหม่กันได้ หนังเรื่องใหม่ที่จะทำให้ทุกคนตะลึงเป็นข่าวหน้าหนึ่งอีกครั้งก็คือ The Seven Year Itch กับฉากกระโปรงเปิดในตำนาน ถึงแม้ว่าการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะถ่ายในสตูดิโอในฮอลลีวู้ด แต่ทางค่ายหนังต้องการที่จะสร้างกระแสขึ้น เลยไปถ่ายฉากจำลองที่สถานที่จริงในนิวยอร์ก โดยมาริลิน ยืนที่ตะแกรงหน้ารถไฟและปล่อยให้ลมพัดจนกระโปรงเปิดขึ้นมาเป็นเวลาชั่วโมง เหตุการณ์นั้นทำให้มีคนสนใจดูเธอขณะถ่ายทำกันถึง 2,000 กว่าคน 

แน่นอนว่าเหตุการณ์นั้นทำให้เธอกลับมาเป็นข่าวหน้าหนึ่งทั่วโลกอีกครั้ง และ นี่คือจุดจบของชีวิตคู่ครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตามทั้ง 2 คนได้มีรอยร้าวมาตั้งแต่ต้นแล้ว ในด้านความหึงหวงและชอบควบคุม และการทำร้ายร่างกาย และหลังจากนั้นมาริลิน ก็ได้ยื่นใบหย่าหลังจากแต่งงานกันมาเพียงแค่ 9 เดือน 

หลังจากถ่ายทำเรื่อง The Seven Year Itch จบ มาริลินไปเปิดบริษัททำหนังของตัวเองภายใต้ชื่อว่า Marilyn Monroe Productions สืบเนื่องจากที่เธอเบื่อกับบทบาทเดิมๆที่ขายแต่รูปร่าง และ เล่นแต่บทคนสวยแต่โง่ 

จุดเริ่มต้นของโรคนอนไม่หลับ

หลังจากก่อตั้งบริษัททำหนังของตัวเองเรียบร้อยนั้น มาริลิน ก็ได้ย้ายจากฮอลลีวู้ดไปแมนแฮตตัน และไปเรียนการแสดงแบบ สไตล์เมธอด (Method Acting) นั่นเป็นที่ที่ เธอได้พบกับ ลี กับ พอลล่า สตราส์เบิร์ค ผู้ก่อตั้งสถาบัน และได้มาสนิทกัน และ เธอได้เปลี่ยนโค้ชสอนการแสดงเก่าของเธอเป็นพวกเขา แต่การแสดงเมธอด ค่อนข้างจะเป็นวิธีที่ส่งผลต่อปัญหาจิตของมาริลิน เนื่องจากสตราสเบิร์กเชื่อว่านักแสดงต้องเผชิญหน้ากับความบอบช้ำทางอารมณ์และใช้มันในการแสดงได้อย่างสมจริง 

แต่งงานรอบที่ 3 และ ปัญหาสุขภาพ

ในต้นปี 1956 มาริลิน ได้สัญญาใหม่ที่ให้ค่าตัวเธอมากกว่าเดิม และในกลางปีนั้นเอง เธอได้แต่งงานกับ อาร์เธอร์ มิลเลอร์ แน่นอนว่าเธอก็เปลี่ยนศาสนาเป็นยิว และทำให้ประเทศอียิปต์แบนหนังของเธอทุกเรื่อง

และเมื่อหนังเรื่อง Bus Stop ของเธอได้ออกฉาย มีทั้งเสียงวิจารณ์และสร้างรายได้ดีเช่นเดียวกัน นักวิจารณ์หลายๆคนต่างก็ชมเธอ

ปีต่อมา หลังจากถ่ายหนังเรื่อง The Prince and The Showgirl เธอก็กลับโฟกัสชีวิตครอบครัว และก็มีปัญหาด้านสุขภาพอีกมากมาย ทั้งเรื่องแท้งลูก และเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง

การกลับมาสู่ฮอลลีวู้ดอีกครั้งและปัญหาชีวิตอีกครั้ง

หลังหยุดพักงานไปนานกว่า 18 เดือน มาริลินก็กลับมาแสดงหนังเรื่องใหม่อีกครั้งในปี 1958 ในเรื่อง Some Like It Hot เป็นหนังอีก1ตำนานของมาริลินเลยก็ว่าได้ และเธอก็แสดงออกมาได้ดีเยี่ยมมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นบทที่ซ้ำซากที่เธอเคยเล่นมานับไม่ถ้วน และร่างกายเธอในช่วงถ่ายทำค่อนข้างที่จะไม่พร้อมทำงาน แต่หนังก็ประสบความสำเร็จในแง่วิจารณ์ทั้งตัวมาริลินเอง และก็รายได้

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายจากหนังเรื่อง Some Like It Hot แต่ปัญหาด้านสุขภาพของเธอยังคงรุมเร้า และหนังเรื่องสุดท้ายที่มาริลินถ่ายเสร็จก็คือ The Misfits ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกที่เธอฉีกบทบาทที่โชว์ฝีมือทางด้านการแสดง ถึงอย่างไรก็ตาม ทางด้านรายได้กับวิจารณ์ไม่ได้ดีมากนัก หลังจากถ่ายเสร็จเธอก็ได้หย่ากับสามีคนที่สามของเธอ 

และในช่วง 6 เดือนแรกในปี 1961 มาริลินได้ใช้เวลาส่วนใหญ่รักษาปัญหาทางด้านสุขภาพและจิตใจของเธอโดยมี โจ ดิแมคจิโอ สามีเก่าของเธอคอยช่วยและอยู่เคียงข้าง

หนังเรื่องสุดท้ายที่ไม่มีโอกาสถ่ายได้จบ

หลังจากมาริลินอาการดีขึ้นหลังจากเข้าๆออกๆกับการรักษาอยู่หลายครั้ง เธอก็ได้เริ่มแสดงหนังเรื่องใหม่ ชื่อว่า Something’s Got to Give แต่ก่อนเริ่มถ่ายเธอก็ติด ไซนัส แต่ทางค่ายให้เลื่อนไม่ได้แล้วเนื่องจากตอนนี้การถ่ายทำล่าช้ากว่าตารางมาก อย่างไรก็ตามมาริลิน ป่วยเกินกว่าที่จะทำงานไหว แต่ทางค่ายก็คิดว่าเธอไม่ได้ป่วยจริง และในวันที่ 19 พฤษภาคม มาริลินได้บินได้นิวยอร์คเพื่อไปร่วมฉลองและร้องเพลงวันเกิดให้กับ จอห์น เอฟ เคเนดี้ กับชุดสีเบจที่ประดับไปด้วยเพชรพลอย ที่เรียกความสนใจกับคนทั้งงาน 

ในฉากต่อไปที่ต้องถ่ายทำ คือฉากที่เธอต้องเปลือยเปล่าในสระน้ำ เพื่อเพิ่มความสนใจจากผู้คน ค่ายได้เชิญชวนสื่อมาถ่ายภาพของมาริลิน ซึ่งเธอถือว่าเป็นดาราเอลิสต์คนแรกที่ได้ถ่ายภาพเปลือย

เมื่อมาริลิน ลาป่วยบ่อยเกินทำให้ทางค่ายตัดสินใจไล่เธออก เนื่องจากงบเกินกำหนดและในวันที่ 7 มิถุนายน มาริลินโดนไล่ออกและถูกค่ายฟ้องร้องค่าเสียหาย ไม่นานทางค่ายก็ได้ยื่นข้อเสนอใหม่ให้มาริลิน กับสัญญาว่าจ้าง รวมทั้งการถ่ายทำหนังให้จบพร้อมกับร่วมแสดงหนังใหม่

การเสียชีวิตและงานศพ

ในช่วงเดือนท้ายๆของมาริลิน เธอได้ย้ายมาอยู่ที่ย่าน เบรนท์วู้ดในลอสแองเจลิส แม่บ้านของมาริลิน ยูนิซ เมอร์เรย์ ได้พักค้างคืนในวันที่ 4 สิงหาคม 1962 และได้ตื่นนอนในเวลา ดี 3 ของวันที่ 5 สิงหาคม และรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เธอเห็นแสงไฟจากใต้ประตูห้องนอนของมาริลิน แต่ไม่สามารถเรียกเธอได้ และพบว่าประตูล็อคอยู่ ยูนิซจึงได้โทรหาจิตแพทย์ของมาริลิน ราล์ฟ กรีนสัน และเมื่อเขาได้มาถึงก็บุกไปที่ห้องนอนของเธอ และพบว่า มาริลิน มอนโร นอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงของเธอ โดยสันนิฐานว่า เธอเสียชีวิตในระหว่างเวลา 20.30 น. และ 22.30 น. สาเหตุเสียชีวิตก็คือการรับยาเกินขนาด โดยพบขวดยาเปล่าข้างเตียงของเธอ และพบสารมากมายในเลือด โดยทางทีมสืบสวนคาดว่าเธออาจใช้ยาเกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจ จนร่างกายของเธอรับไม่ไหว

งานศพของเธอ ถูกจัดขึ้นที่สุสานสวนอนุสรณ์หมู่บ้านเวสต์วูดในวันที่ 8 สิงหาคม ซึ่งเป็นงานส่วนตัวที่จัดกับคนสนิทเท่านั้น โดยงานนี้จัดโดย โจ ดิแม็กจิโอ ผู้ชมและแฟนคลับหลายร้อยคนแออัดตามถนนรอบสุสาน

หลายปีให้หลัง หลายคนมีทฤษฎีสมคบคิดหลายทฤษฎี รวมถึงการฆาตกรรม การใช้ยาเกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยมีการคาดการณ์ว่า มาริลิน มอนโร ถูกสังหาร เป็นกระแสและได้รับความสนใจใน Marilyn: A Biography ของนอร์มัน เมลเลอร์ในปี 1973

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับประวัติชีวิตของ มาริลิน มอนโร ถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียวสำหรับ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบและก้าวมาถึงจุดที่สูงสุดและต่ำสุดในอาชีพ ต่อสู้เพื่อชื่อเสียง เรียนรู้ที่พัฒนาความสามารถของตัวเอง ผู้หญิงคนนี้มีมากกว่าความสวยที่ดึงดูดผู้คน เพราะภายใต้เบื้องหลังความงาม ความไอคอนนิก เธอมีทั้งความเจ็บปวด ความโหยหาความรักจากผู้คน และจุดจบอันน่าเศร้าของเธอ